ผู้เขียน: book

สุขภาพดีได้ด้วยสมุนไพรไทย

กระแสสมุนไพรไทยในปัจจุบันเริ่มได้รับกระแสตอบรับดีขึ้น จนทำให้สมุนไพรไทยที่เคยเป็นเพียงส่วนผสมในอาหาร หรือยาลูกกลอนทั่วไป ก็กลายมาเป็นตัวยาเพื่อการรักษาและป้องกันในแคปซูลที่ผสมผสานประโยชน์จากสมุนไพรหลากหลายชนิดในเม็ดเดียวและการผสมกับผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เพื่อช่วยในการขับถ่าย ช่วยให้หุ่นสวยน่ามองและช่วยให้ผิวพรรณสดใสสวยงามอีกด้วย ที่สำคัญคือตัวยาสมุนไพรส่วนใหญ่นั้น ทำมาจากเหล่าเปลือกไม้ ใบไม้ ลำต้น หรือรากจากต้นไม้ ดอกไม้ หรือว่านต่าง ๆ ที่ให้คุณค่าทางยาจากธรรมชาติ จึงทำให้ผู้คนไว้วางใจที่จะใช้ยาสมุนไพรไทยกันมากยิ่งขึ้น ถ้าไม่นับรวมเรื่องของการผลิตที่มักจะใช้สารเคมีจนอาจจะเกิดปัญหาได้แล้ว สมุนไพรไทยก็ถือว่าวิธีการบำรุงรักษาสุขภาพที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว

ขึ้นชื่อว่าสมุนไพรไทยเราก็มักจะนึกถึงส่วนประกอบบนอาหารเสริม ที่มีการอ้างสรรพคุณทางการรักษาและบำรุงสุขภาพที่อาจจะต้องเข้าไปหาในป่าหรือนึกถึงรสชาติที่แสนขม ไม่น่ารับประทาน แต่ในความเป็นจริงแล้วสมุนไพรมีทั้งที่รสชาติจืด หวาน และขมปะปนกันไป สามารถที่จะปลูกในสวนหลังบ้าน หรือเหล่าต้นไม้และดอกไม้ก็สามารถเป็นสมุนไพรได้ทั้งสิ้น และให้ความสวยงามในสวนได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย สมุนไพรจึงมีความหลากหลายสูงไม่แพ้กับสรรพคุณ ปัจจุบันจึงมีการผลิตสมุนไพรให้สามรถใช้งานได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้คนมากมายที่สนใจ สามารถที่จะรับประทานได้ง่าย ๆ ผ่านแคปซูล หรือทำมาในรูปแบบผง ที่สามารถผสมน้ำร้อนชงดื่ม และการผลิตออกมาในรูปแบบน้ำ แล้วมีการทำรสชาติให้ทานง่ายยิ่งขึ้นกว่าเดิม พร้อมเผยแพร่ความรู้เรื่องสมุนไพรไทยอย่างถูกต้องออกไป นอกจากนี้ยังมีการนำเอาไปเป็นส่วนผสมของเหล่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริม หรือนำไปเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางต่าง ๆ หรือครีมบำรุง เพื่อให้ประโยชน์ในการใช้งานด้านการบำรุงได้อย่างหลากหลาย และให้การใช้งานที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งสมุนไพรไทยที่มีชื่อเสียงและได้ยินกันบ่อยครั้ง อย่าง เก๊กฮวยที่มีชื่อด้านการดื่มเพื่อลดความร้อนภายในร่างกาย มีกลิ่นหอมชื่นใจคลายเครียด กวาวเครือขาวที่ดังในโลกออนไลน์ด้วยสรรพคุณที่ทำให้หน้าอกใหญ่ขึ้น หรือว่านหางจระเข้ที่มักจะนำเอามาทำเป็นครีมบำรุงหรือยาบำรุงเพื่อผิวที่สวยงาม เป็นต้น และยังมีเหล่าสมุนไพรไทยที่มีประโยชน์สูงมากมาย ที่เหล่าผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์เครื่องดื่มได้นำเอาไปผสมกับสินค้าของตัวเอง แล้วสร้างเป็นจุดขายที่น่าสนใจ โดยชูสรรพคุณของสมุนไพรไทยขึ้นมาเป็นหลัก ก็ได้รับความนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว

สมุนไพรไทยนั้นมีอยู่มากกว่า 1,000 ชนิด และแตกออกไปเป็นอีกหลากหลายประเภท และมีประโยชน์ด้านการรักษาและป้องกัน พร้อมการบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงขึ้นได้ ทำให้ไดเห็นว่าภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย สามารถที่จะส่งต่อสิ่งดี ๆ ที่ได้มาจากธรรมชาติให้เป็นประโยชน์ต่อไปถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน และกลายมาเป็นตัวยาที่สามารถผสมผสานกับแพทย์แผนปัจจุบันได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย ทั้งนี้ตัวยาสมุนไพรยังช่วยในการบำรุงความงาม ที่จะช่วยให้สวยตั้งแต่ภายในจนถึงภายนอก โดยการรับประทานสมุนไพรที่ทำให้เลือดลมไหลเวียนดี สุขภาพแข็งแรง ก็ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลที่มาพร้อมร่างกายที่แข็งแรงสดใสอีกด้วย

ผู้หญิงต้องระวังข้ออ้างที่ผู้ชายจะไม่ยอมใส่ถุงยาง

ขึ้นชื่อว่าผู้ชายคุณก็คงจะพอทราบกันดีว่าเป็นอย่างไร ยิ่งถ้าคุณได้เจอคำหวาน คำพูดหว่านล้อม รับรองว่าคุณคงจะเชื่อจนปักใจ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ห้ามเชื่อโดยเด็ดขาดคือเรื่องไม่ใส่ถุงยาง เพรานั้นหมายถึงอนาคตของคุณ พลาดครั้งเดียวแน่นอนว่าชีวิตคงไม่สวยแน่นอน ดังนั้นวันนี้คุณควรจะลองอ่านดูเพื่อที่จะคอยเตือนใจเอาไว้

  1. ถุงยางทำให้แพ้ อาการแพ้ถุงยางสามารถเกิดได้จริงซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการคัน มีผื่นแพ้ แต่นั้นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่คุมกำเนิด ทางที่ดีควรหาวิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นๆที่ไม่แพ้และปลอดภัย
  2. ถุงยางทำให้ผมดูไม่เป็นชายชาตรี ผู้ชายทุกคนคิดว่าการใส่ถุงยางช่างทำให้เขาไม่เป็นชายชาตรีเอาซะเลย เพราะมันมาปกปิดส่วนที่พวกช่างรู้สึกภูมิใจ จนทำให้คุณต้องยอมใจอ่อนตลอดแบบนี้ไม่ดีต่อคุณแน่ๆทางที่ดีคุณอย่าได้ทำตามที่เขาบอก เพราะถุงยางคงไม่สามารถไปลดความเป็นชายชาตรีเขาได้อย่างที่เขาอ้างหรอก
  3. ถุงยางทำให้ผมอายที่จะซื้อ แบบนี้ไม่แมนเอาซะเลยถ้าคุณเจอข้ออ้างนี้แนะนำให้คิดดีๆ เพราะการซื้อถุงยางเป็นสิ่งที่ผู้ชายต้องทำโดยที่ไม่ต้องอายอะไร
  4. ถุงยางทำให้เซ็กส์ดูไม่เต็มที่ ผู้ชายต้องการการสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อมากกว่าต้องแนบกับพลาสติก คำพูดแบบนี้ก็ถือเป็นคำพูดที่ใช้ในการเกลี่ยกล่อมคุณได้เป็นอย่างดี คุณจึงจำไว้เสมอว่าอะไรที่เป็นธรรมชาติแบบที่เขาต้องการอาจจะส่งผลต่อไม่ดีคุณในอนาคตได้
  5. ถุงยางไม่ได้ช่วยอะไรหรอก การใช้คำพูดแบบนี้กับคุณบ่อยๆอาจจะทำให้คุณรู้สึกตามเขาว่า ถุงยางนั้นไม่ได้มีประโยชน์อะไรจริงๆ นั้นไม่จริงเลยถุงยางอนามัยสามารถช่วยป้องกันโรคและคุมกำเนิดได้แต่ต้องใช้อย่างถูกวิธี ซึ่งส่วนมากก็มักจะใช้กันแบบผิดๆทำให้ไม่สามารถป้องกันได้
  6. ถุงยางอาจทำให้คุณรู้สึกเจ็บได้ หากคุณไม่ได้รู้สึกเจ็บก็ไม่ควรตามใจเขา แต่หากคุณรู้สึกเจ็บควรเพิ่มการเล้าโลมให้มากขึ้น หรือใช้เจลหล่อลื่นก็สามารถใช้ได้เช่นกัน
  7. ถุงยางมีกลิ่น นี่เป็นเหตุผลที่ดูโง่ที่สุดถ้าคุณผู้หญิงจะเชื่อ เพราะเรื่องกลิ่นของถุงยางช่างดูไม่เป็นปัญหาอะไรเลยสำหรับผู้ชายข้ออ้างนี้ตัดทิ้งไปได้เลย
  8. ถุงยางทำให้ผมไม่ไว้ใจคุณ ข้ออ้างนี้ถือว่างี่เง่ามาก ถ้าเขาจะบอกว่าคุณมีคนอื่นเลยไม่ยอมมีอะไรกับคุณแบบไม่ป้องกัน สิ่งเดียวที่คุณต้องทำคือต้องใจแข็งต่อให้เขาจะโกรธคุณก็ตาม

อย่างที่เห็นคุณต้องยืนหยัดเลยว่าถ้าจะมีเพศสัมพันธ์กันก็ต้องใส่ถุงยาง เพราะถ้าพลาดขึ้นมาคนที่จะต้องเสียใจไม่ใช่ใครนอกจากคุณ ถุงยากไม่ใช่แค่ป้องกันเรื่องการตั้งท้องแต่ยังช่วยป้องกันเรื่องโรคภัยที่จะตามมา ดังนั้นขอบอกเลยว่ารักคุณต้องใส่ถุง

อันตรายของการดื่มน้ำอัดลมบ่อยๆ

สำหรับผู้ที่ชอบดื่มโค้กหรือน้ำอัดลมชนิดต่างๆเป็นชีวิตจิตใจคงเคยได้ยินอันตรายของการดื่มน้ำอัดลมมาบ้างแล้ว สำหรับท่านที่ไม่สนใจถึงความอันตรายของน้ำอัดลมและยังคงดื่มมันอยู่แม้จะรู้อยู่แล้วว่ามันมีโทษและไม่ให้ผลดีใดๆต่อสุขภาพเลย วันนี้ทางเราได้สรุปมาให้แล้วว่าอันตรายของการดื่มน้ำอัดบ่อยๆเป็นเช่นไร ดังต่อไปนี้

1.ภายในน้ำอัดลมส่วนมากมีกรดฟอสฟอริก ดังนั้นเมื่อดื่มน้ำอัดลมบ่อยๆจะทำให้ฝันพุ และ กระดูกกร่อน

2.ผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นจำนวนมากจะทำให้ ขับถ่ายได้ยาก ท้องผูก ถ่ายไม่เป็นเวลา มีปัญหาเกี่ยวกับการขับถ่ายและจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคสีดวงทวารหนักได้ในเวลาต่อมา

3.เนื่องจากว่าน้ำอัดลมมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบเป็นจำนวนมาก โดยปริมาณน้ำตาลจำนวนมากในน้ำอัดลมเหล่านี้ อาจทำให้ผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมเยอะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานสูง

4.น้ำอัดลมโดยเฉพาะโค้กหรือโคล่ามักจะมีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ

เมื่อดื่มเข้าไปแล้วจะทำให้รู้สึกตื่นตัว ใจสั่นและนอนไม่หลับคล้ายกับการดื่มกาแฟเข้าไปสำหรับใครที่นอนไม่หลับ ลองงดดื่มน้ำอัดลมอาจจะช่วยคุณได้

5.ดื่มน้ำอัดลมบ่อยจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร เพราะเมื่อทานน้ำอัดลมบ่อยๆ จะทำให้ความอยากทานอาหารมีน้อยลงส่งผลให้ทานข้าวได้น้อย และทำให้ร่างการได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน

6.กรดในน้ำอัดลมจะกัดกร่อนฟันเรื่อยๆทำให้เกิดอาการฟันผุ ทำให้เกิดแผลในเหงือกและเป็นแผลในช่องปากบ่อยๆ ลองงดทานน้ำอัดลมแล้วคุณจะพบว่าอาการเหล่านี้จะค่อยๆหายไปเอง

7.น้ำอัดลมมีฤทธิ์เป็นกรดและกรดของน้ำอัดลมจะกัดกร่อนกระเพาะทำให้รู้สึกปวดท้องหากดื่มมากๆ อาการปวดท้องจะปรากฏภายในเวลาต่อมาดังนั้นควรงดดื่มตั้งแต่ตอนนี้

8.น้ำอัดลมไม่มีสารอาหารใดๆที่ก่อผลดีต่อร่างกาย เพียงแค่ให้ความอร่อยชั่วคราวเพียงเท่านั้น

9.การดื่มน้ำอัดลมบ่อยๆ จะทำให้เกิดโรคอ้วนเพราะภายในน้ำอัดลมประกอบไปด้วยน้ำตาลในปริมาณมาก และน้ำตาลเหล่านี้ก็เป็นน้ำตาลที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย

สำหรับผู้ที่ชอบดื่นน้ำอัดลมหรือดื่มเป็นประจำทุกวันควรงดและเลิกดื่มเพื่อสุขภาพของตนเอง ไม่เช่นนั้นคุณอาจจะพบกับปัญหาสุขภาพที่ตามมามากมายไม่ว่าจะเป็นอาการท้องผูก นอนไม่หลับ ฟันผุปวดท้อง  ปัญหาสุขภาพเหล่านี้จะกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคุณได้ ดังนั้นคุณควรหันมาใส่ใจสุขภาพตนเองได้แล้วตั้งแต่วันนี้เพื่อป้องกันอันตรายต่างๆที่มาพร้อมกับการดื่มน้ำอัดลม

ใครมีปัญหาโรคกระดูกฟังทางนี้

ปัจจุบันคนไทยมักจะมีปัญหาโรงกระดูกเป็นจำนวนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหลายคนก็ต่างพากันบอกว่าถ้าเป็นโรคนี้ให้ดื่มนม แต่นมนั้นมันก็ไม่ได้มีแค่แคลเซียมเป็นองประกอบ เพราะมันยังมีไขมันที่สูงไม่แพ้กันจึงไม่เหมาะสมอย่างมากกับผู้สูงอายุ และนมคงเป็นสิ่งหนึ่งหลายคนต่างคิดว่ามีแคลเซียมสูงที่สุด แต่อันที่จริงแล้วไม่เลย ฉะนั้นผู้ป่วยที่มีปัญหากระดูกสามารถทานอย่างอื่นเสริมได้และแน่นอนว่ามีแคลเซียมสูงไม่แพ้กับนมแน่นอน

  • คะน้า ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวมแคลเซียมและสารต้านอนุมูลอิสระชั้นยอดเลยทีเดียว โดยคะน้าสามารถนำมาประกอบอาหารได้อย่างหลากหลายมาก รับรองว่างานนี้ทั้งอิ่ม อร่อย และได้ประโยชน์แน่นอน ในคะน้า 1 ถ้วย มีปริมาณแคลเซียมอยู่ 94 มิลลิกรัม
  • ถั่วแระ ใครจะไปเชื่อว่าอย่างถั่วแระ 1 ถ้วยนั้นจะมีแคลเซียมสูงถึง 30% ของแคลเซียมที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน ซึ่งถัวแระที่พูดถึงนี้จะต้องเป็นถั่วแระต้มโดยที่ไม่โรยเกลือเท่านั้น ในถั่วแระ 1 ถ้วย มีปริมาณแคลเซียมถึง 261 มิลลิกรัม
  • น้ำส้มคั่นสด นอกจากที่จะมีวิตามินซีที่สูงมากๆแล้ว น้ำส้มยังมีแคลเซียมที่สูงพอสมควร ซึ่งแน่นอนว่ารสชาติถูกปาก กลิ่นก็หอม แถมยังมีประโยชน์อีกต่างหาก ในน้ำส้มคั่น 1 แก้ว มีปริมาณแคลเซียมอยู่ 23 มิลลิกรัม
  • เมล็ดงา เป็นธัญพืชที่ไม่ค่อยได้มีการนำมาประกอบอาหารเป็นวัตถุดิบหลัก แต่ถึงอย่างไรจะมีใครทราบบ้างว่าเมล็ดงาเม็ดเล็กๆ นั้นสามารถช่วยลดอาการอักเสบ ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เป็นเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง ลดความดันโลหิต และเมล็ดงาเม็ดเล็กๆ แค่นั้นยังมีแคลเซียมที่สูงเกินตัวคือ ในเมล็ดงา 1 ช้อนชา มีปริมาณแคลเซียมถึง 88 มิลลิกรัม
  • ข้าวโอ๊ต เป็นซีเรียลและธัญพืชที่เด็กๆ หลายคนมักชอบทานเล่นหรือทานเป็นอาหารเช้า ซึ่งในข้าวโอ๊ตนั้นมีไฟเบอร์สูงอยู่พอสมควรแต่แค่นั้นยังไม่พอ เพราะข้าวโอ๊ตยังจะมีแคลเซียมที่สูงไม่แพ้กัน โดยข้าวโอ๊ต 1 ถ้วย จะมีปริมาณแคลเซียมอยู่ 123 มิลลิกรัม
  • บรอกโคลี เรียกได้ว่าเป็นถึงยอดผักเลยทีเดียว แน่นอนว่าคงไม่พลาดที่จะมีแคลเซียมอยู่ด้วย ในบรอกโคลี 1 ถ้วย จะมีประมาณแคลเซียม 114 มิลลิกรัม
  • เต้าหู้ พูดถึงเต้าหู้คงเป็นวัตถุดิบหลักของคนรักสุขภาพ ส่วนใหญ่เรามักจะนำไปประกอบอาหารแทนเนื้อสัตว์ ซึ่งในเต้าหู้แทบจะไม่มีไขมันประกอบอยู่เลย แต่ถ้าพูดถึงเรื่องแคลเซียมละก็ สูงไม่แพ้อาหารชนิดอื่นเลยคือ เต้าหู้ 1 ถ้วย มีปริมาณแคลเซียมอยู่ถึง 507 มิลลิกรัม ถือว่ามีแคลเซียมสูงจนน่าทึ่งไปเลย

 

สำหรับผู้ที่เป็นเป็นผู้ป่วยโรคกระดูก หรือผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงดี แนะนำเลยว่าสุขภาพเป็นสิ่งที่ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องปฏิบัติเอาเอง ฉะนั้นเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ไปพร้อมๆ กันนะค่ะ